วันจันทร์, พฤษภาคม 23, 2548

“ดี” ได้..ไม่ต้อง “เดี๋ยว”

.................................................

“ดี” ได้..ไม่ต้อง “เดี๋ยว” จริงหรือ?



ระยะนี้คงไม่มีอะไรจากภาครัฐที่กระตุกหรือกระตุ้น “ต่อมสนใจ” ของลูกเด็กเล็กแดง มากไปกว่าการ์ตูนสัญลักษณ์ หรือ Mascot ขาวกับดำ ๒ ตัว ที่ชื่อ “ดี” และ “เดี๋ยว” ซึ่งปรากฏอยู่ในสื่อชนิดต่างๆ อย่างหนาหูหนาตา

ก็ไม่แน่นักว่าเป็นเพราะการ “ทำซ้ำ” และ “ทำให้ง่าย” ตลอดจน “ทำให้ชัด” อย่างเป็น “รูปธรรม” ซึ่งเป็นเสมือนกฎพื้นฐานทางการ โฆษณา-ประชาสัมพันธ์ หรือว่าเป็นเพราะ “ท่านนายกฯ” ออกมาเล่นบท “ผู้นำเสนอ” หรือ “พระเอกโฆษณา” เสียเองกันแน่ ที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็น talk of the town แล้วค่อยๆ แปรไปสู่ “วาระที่คนในกระแสทุกคนเห็นพ้องกันโดมิได้นัดหมายว่า…ต้องปฏิบัติ” ไปได้ในที่สุด

ทั้งที่ศูนย์คุณธรรมฯ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง “แม่งานตัวจริงเสียงจริง” เพิ่งถอยร่นไม่เป็นกระบวนออกมาจากการเตรียมงาน “วิสาขบูชาแห่งโลก” เมื่อหยกๆ นี้เอง

เรียกได้ว่า “มารดำ-มารขาว” หรือ เจ้า “ดี” เจ้า “เดี๋ยว” แท้ๆ ที่เข้ามาช่วยไว้ได้ในนาทีท้ายสุด
จะอย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ สังคมเล็กๆ แคบๆ ทางวัฒนธรรมของเราก็มี “ของเล่นใหม่” ขึ้นมาอีก ๑ หรือ ๒ ตัวแล้ว…

และกระแสแห่งความแปลกใหม่ตลอดจนภาวะที่ความสนใจถูกกระตุ้นเร้าขึ้นมานี้เอง ที่ด้านหนึ่งทำให้เกิดภาพหลอน หรืออุปทานหมู่ ชนิดรู้สึกว่าตนเอง “ไม่ร่วมไม่ได้แล้ว..”

โดยที่อีกด้านหนึ่ง ความฮือฮา หรือความอึกทึกที่ปรากฏ ทำให้เกิดปฏิกิริยาอะไรต่อมิอะไรชนิดที่ “มากมาย” และ “รวดเร็ว” จนเกินกว่า “คนทั่วไป” หรือ “เด็กและเยาวชน” จะใช้สติประกอบปัญญา “ยับยั้งชั่งใจ” หรือแม้แต่จะ “ชะลอไว้ศึกษาและเรียนรู้” เพื่อเพิ่มพูน “วิชชา” ให้กับตนเอง อย่างเพียงพอต่อการ “วางท่าทีที่เหมาะสม” บนพื้นฐานของความเป็น “พุทธศาสนิกชน”

ในทางปฏิบัติ เป็นที่ทราบกันดี ว่าเจ้าตัว Mascot “ขาว-ดำ” ที่ว่ามาข้างต้นนั้น ถูกกำหนดให้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของกิจกรรม “๑ คน ๑ สัจจะ”

ซึ่งว่ากันว่าไอเดียเบื้องต้น มาจากท่านนายกรัฐมนตรีเองโดยตรงเลยทีเดียว…

กล่าวคือ ภายใต้ความคิดรวบยอดว่า “๑ คน ๑ สัจจะ” และ “ทำดีได้ไม่ต้องเดี๋ยว” ตลอดจน “สัจจะอธิษฐาน” ซึ่งขยายความไว้ว่า “อธิษฐานไม่ใช่อ้อนวอนขอ แต่คือการตั้งใจมั่นที่จะทำให้สำเร็จ” รัฐบาล ภายใต้การนำของ ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม(ศูนย์คุณธรรม) ภายใต้การนำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้นำเสนอแนวคิดที่ว่ามาแล้วข้างต้นผ่าน Mascot “ดี” และ “เดี๋ยว” ร่วมกับการ “ส่งการ์ดสัจจะอธิษฐาน” ๙ แบบ (ซึ่งทุกแบบสามารถแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน เพื่อแยกส่งถึงคนที่ตนรัก แบ่งส่วนหนึ่งเก็บไว้กับตัว แล้วส่งส่วนที่เหลือถึงนายกรัฐมนตรี) โดยมีกรอบของเวลากำหนดไว้ว่า จะเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ได้ร่วมกัน “ตั้งสัจจะอธิษฐาน” และ “ส่งการ์ดสัจจะอธิษฐาน” เป็นการปฏิบัติบูชา เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา และจัดเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ในวโรกาสมหามงคลที่จะทรงเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ในปี ๒๕๕๐ ที่กำลังจะมาถึง

ในที่นี้คงไม่ต้องกล่าวซ้ำ ว่าการกระทำที่คิดและทำกันข้างต้น เป็นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า หรือเป็นการ “ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” ในวโรกาสอันสำคัญยิ่งทั้ง ๒ กรณีได้อย่างไร เพราะเคยกล่าวถึงในโอกาสอื่น หรือมีท่านอื่นๆ กล่าวถึงไปบ้างแล้ว

แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เจ้าการ์ตูน “ดี” และ “เดี๋ยว” เอาไว้พอเป็นสังเขป เผื่อผู้รู้และผู้ชำนาญการจะไปคิดต่อ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการเริ่ม “ธรรมสากัจฉา” หรือ “ธรรมวิจัย” ก่อนจะกระจายผลการแลกเปลี่ยนออกไปสู่วงกว้าง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นลำดับต่อไป



ก่อนอื่น ในฐานะชาวพุทธ หลายๆ คนคงพอจะทราบว่า “หัวใจพระพุทธศาสนา” ที่สำคัญประการหนึ่ง ก็คือ “โอวาทปฏิโมกข์” [โอ-วา-ทะ-ปา-ติ-โมก] ซึ่งได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่า วันมาฆบูชา (อรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์นี้แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนในเวลาต่อมา),

คาถาโอวาทปาฏิโมกข์ (โอวาทปาติโมกข์ ก็เขียน) นั้น มีรายละเอียด ดังนี้

สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต ฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ฯ

ซึ่งโดยอรรถะและพยัญชนะแล้ว หมายถึง การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตต์ของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า นิพพานเป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต, ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งนอนอันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิตต์ ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส หรือที่บางท่านแปลว่า “ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องแผ้ว” นั่นเอง



ดูเหมือนว่า ศูนย์คุณธรรมฯ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญนี้ จะพยายามทำให้ “คนทั่วไป” เข้าใจเอาง่ายๆ ว่า “ความชั่ว” หรือ “เจ้ามารดำ” ที่ตั้งชื่อให้ว่า “เดี๋ยว” จะเป็นสาเหตุใหญ่ ให้ผู้คน “ไม่ยอมทำดี” หรือไม่ยอมให้ mascot สีขาว ชื่อเจ้า “ดี” ได้แสดงบทบาท การรณรงค์จึงเชิญชวนให้ทุกคนปฏิเสธ ไม่ต้องฟังเสียงทัก ชักชวน หรือห้ามปราม ของเจ้า “มารดำ” ชื่อ “เดี๋ยว” อย่างเด็ดขาด ด้วยการหันมาตั้งสัจจะและอธิษฐานให้เป็นรูปธรรม หาไม่แล้ว “เจ้าดี” จะไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้
นี่ออกจะเป็นการ “ลดทอน” หรือ “สรุปความ” อย่าง “แยกส่วนแบ่งซอย” ที่อันตรายต่อการรับรู้ หรือสร้างความสับสนต่อกระบวนการเรียนรู้ในทางพุทธศาสนาอยู่มิใช่น้อย

ประการแรก ที่ต้องกล่าวถึงก็คือ ใช่หรือไม่ว่า นี่เป็นการชี้ช่องให้เกิดความเข้าใจไปในทางที่ง่ายต่อการสรุปความแบบ “เป็นตัวเป็นตน” หรือเสมือนว่า “มีอะไรบางอย่างที่เป็น ตัวๆ คอยบงการให้คนทำชั่ว-ทำดี” โดยปฏิเสธ หรือมิได้ไยดีต่อกฏอิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท ที่ว่าทั้งเหตุและปัจจัยล้วนมีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ทั้งฝ่ายเหตุ และฝ่ายผล ตลอดจนที่เนื่องกันทั้งสองฝ่าย อย่างเป็นกระบวนการ
ประการสอง ในทางพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้มุ่งเน้นไปในลักษณะเทวนิยม ว่ามี “พระเจ้า” อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ “มาร” หรือยอมรับว่ามี “เทวดาฝ่ายดี” และ “ซาตานฝ่ายชั่ว” คอยกำกับความเป็นไปของมนุษย์ หากชาวพุทธถือหลัก “กรรม” และ “กฏแห่งกรรม” เป็นที่ตั้ง ดังที่ว่า..ทำดีย่อมดี และทำชั่วก็ย่อมชั่ว ถ้าประสงค์จะได้รับผลกรรมที่เป็นกุศล ก็จำเป็นต้องสร้างกุศลกรรมให้เป็นเหตุ เช่นนี้เป็นต้น

ประการต่อมา โดยหลักพุทธธรรม การเกิด “สติ” “อนุสติ” หรือความระลึกได้ ความไม่เผลอ ว่าตนกำลังจะกระทำ หรือไม่กระทำสิ่งใด ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งนั้น หาใช่เป็นการชี้แนะของเจ้า “เดี๋ยว” หรือ “มารดำ” เพียงประการเดียวไม่ หากอาจหมายถึง “ความยับยั้งชั่งใจ” มิให้ “หลงดี” หรือ “ติดดี” ที่คอยเตือนให้ “รู้จักประมาณ” แม้ในการ “ทำดี” ให้ทำตามความเหมาะควร มิใช่มุ่งทำดีจนเกินกำลัง หรือ “หลงดี” จนละเลยข้อธรรมอื่นๆ หรือ “ติดดี” จนเป็นเหตุให้ประมาทซึ่งเป็นเบื้องต้นแห่งทุกข์ในเบื้องหน้า และสามารก่อความเดือดร้อนขึ้นได้ในภายหลัง

กล่าวโดยสรุปก็คือ “เสียงแห่งธรรม” หรือ แม้แต่ “อุปสมานุสติ” ที่ชักชวนให้ระลึกถึงธรรมอันเป็นที่สงบระงับกิเลสและความทุกข์(คือ นิพพาน) ก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นแล้ว กรณีการส่งเสริมให้ทำบุญ(ชนิดหวังผล) โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยการถวายทาน จนทำให้ผู้หลงผิดถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว ดังที่เคยเป็นข่าวอื้อฉาวของบางสำนัก หรือบางสายปฏิบัติ ก็จะหวนกลับมาเกิดขึ้นอีก เพียงเพราะรัฐหรือองค์กรของรัฐเพิ่มเชื้อไฟ หันไปชักชวนให้สังคมละทิ้งสติสัมปชัญญะ เพียงเพราะคิดกันง่ายๆ ว่านั่นเป็นเสียงยับยั้ง หรือเสียงขัดขวางจากมารดำชื่อ “เดี๋ยว” ไปเสียหมด

นี่เป็นเพียงข้อสังเกตบางประการเท่านั้น ยังมิได้ขยายความให้เห็นถึงข้อบกพร่องของการหยิบฉวยข้อธรรมอันละเอียดประณีต มา “ทำให้” คนทั่วไปมองเห็น หรือรู้สึก ตลอดจนเข้าใจเอาว่า ธรรมะเป็นสิ่งตื้นเขิน หรือเป็นอะไรที่ใครจะทำ หรือจะปฏิบัติอย่างไร ก็สามารถทำได้ “ตามอำเภอใจ” โดยไม่จำเป็นต้องหาข้อยุติที่เหมาะควร กระทั่งดูเหมือนว่า “ธรรมวินัย” ของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเรื่องสามัญหรือสามานย์ ไปในที่สุด




สิ่งหนึ่งที่ชาวพุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คน” หรือ “องค์กรของรัฐ” ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านพระพุทธศาสนาจะต้องสำเหนียก หรือตระหนักให้มากไว้ ก็คือวิถีแห่งการศึกษาและปฏิบัติธรรม หรือไตรสิกขา ที่ประกอบไปด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา นั้นด้านหนึ่งก็เป็นไวพจน์กับ มรรค ซึ่งว่าโดยองค์ประกอบแล้ว ก็คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งเรียกเต็มๆ ว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” ที่แปลว่า “ทางมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ” หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งมีความละเอียดอ่อน และความเป็นองค์รวมควบคู่กันไป จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีและต้องใช้โยนิโสมนสิการเป็นบาทฐานในการเกี่ยวข้อง หรือในการที่จะหยิบฉวยมา “กล่าวถึง” และ “ใช้งาน” ให้มากเข้าไว้ หาไม่แล้ว นอกจากจะมิได้ส่งเสริม หรือทำนุบำรุง ตลอดจนอุปถัมภ์ค้ำจุนอย่างที่น่าจะพึงมี ก็กลับจะเป็นการทำลายไปเสียด้วยความมักง่าย หรือการใช้สติปัญญาไม่เพียงพอ ทั้งต่อคุณค่า และความดีงาม ที่พระบรมศาสดาประทานไว้ให้

หากจะถือว่ากรณี “๑ คน ๑ สัจจะ” หรือ กิจกรรม “สัจจะอธิษฐาน” เป็นงานเริ่มต้น ของการ “เสนอตัว” ในภาพกว้างของ “ศูนย์คุณธรรม” โดยมี “ดี” และ “เดี๋ยว” เป็นสัญลักษณ์ รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คงต้องตั้งอกตั้งใจ “ทำการบ้าน” ให้มาก และให้หนักยิ่งขึ้น เพราะพระพุทธศาสนานั้นเป็น “ของสูง” และ “ของสำคัญ” โดยเนื้อหาและสาระ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับหลายฝ่าย มิใช่ “ของเล่น” ที่ใครจะหยิบฉวยมา “โฆษณาชวนเชื่อ” หรือ “หาเสียง” กันโดยง่าย ด้วยความใจเร็ว หรือด่วนได้ เช่นที่เคยกระทำกับสิ่งอื่น อันถือเป็นทักษะ ความถนัด หรือวิสัยคุ้นชินของ “นักการตลาด” หรือ “พ่อค้าคนกลาง-นักโฆษณาชวนเชื่อ” จะเคยมีหรือเคยกระทำมา

และจะว่าไปแล้ว หากกรอบคิด ยุทธศาสตร์ หรือโครงสร้างทางสังคม ทั้งของภาครัฐและฝ่ายทุน(ซึ่งดูเหมือนจะรวมตัวกันเป็น “รัฐบาล” ไปแล้วอย่างพร้อมสรรพ)ยังประกอบไปด้วยความโลภ โกรธ และหลง ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้คนมัวเมาในเงินทอง และผลประโยชน์ในรูปของอามิสสินจ้าง หรือรางวัล มากกว่าแนวทางที่กล่าวไว้ในข้อธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็ป่วยการที่จะแสวงหาแนวคิด “คล้ายธรรมะ” ชนิดง่ายๆ พื้นๆ ขึ้นมาเป็นน้ำตาล “ฉาบทา” ยาพิษที่ตนเองถ่ายทิ้ง หรือหว่านโปรยเอาไว้ในสังคม
จริงอยู่ ว่าการ “ทำดี” นั้น หาก “ดีจริง” และประกอบไปด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ก็มิใช่เรื่องที่จะต้องมา “รอ” หรือมา “เดี๋ยว” กันให้เสียเวลา

ปัญหาคงอยู่ที่ว่า หาก “นายกรัฐมนตรีและคณะ” ไม่สามารถเพิ่มพูน “สติ ปัญญา สัมปชัญญะ และสมาธิ” ให้บริบูรณ์ กระทั่งก้าวพ้น “บ่วง” หรือ “กับดัก” แห่ง โลภ โกรธ หลง ของความเป็น “นายทุน” หรือ “ฝ่ายทุน” ผู้มี “อำนาจรัฐ” ไปได้แล้ว การรอสักประเดี๋ยว หรือการรอสักครู่ ก็อาจมีคุณูปการแก่ผู้คนเป็นอันมาก
กล่าวคือ จะเป็นการ “ชะลอ” ความตกทุกข์ได้ยากในบั้นปลายของพวกเขา(และเธอ)ทั้งหลายไว้ได้สักนิดก็ยังดี

ไหนๆ ประชาชีก็จะสิ้นเนื้อประดาตัวกันในที่สุดอยู่แล้ว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะกรุณาลดหย่อนการเร่งรัด หรือสลัดการผลักไสไล่ส่ง ให้การตกลงไปสู่ห้วงเหวแห่ง “มิจฉาทิฏฐิ” ชะลอตัวลงเสียสักพัก หรือช้าลงสักครู่

ก็จะเป็นไรไป…

วิสาขบูชากับสัจจะอธิษฐาน..เพื่อใคร?

...........................................................

วิสาขบูชา
สัจจะอธิษฐาน..เพื่อใคร?



วิสาขบูชาปีนี้ดูจะน่าตื่นเต้นและน่าตื่นตาไม่ใช่น้อย นับแต่มีการโหมโรงว่า “ใคร” ควรเป็น “เจ้าภาพ” หรือ “ตัวตั้งตัวตี” สนองนโยบาย หรือแนวคิดของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่ “คิดใหญ่” และ “คิดใหม่” ให้ไทยเป็นศูนย์กลางของชาวพุทธ เสมือนหนึ่งมหานครเมกกะเป็นศูนย์กลางของมุสลิมทั่วโลก

นี่เป็นเรื่องน่าสนใจยิ่ง เพราะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกๆ ของงานด้านศาสนา ที่ผู้บริหารระดับสูงสุดมอบนโยบายมาพร้อมกับเป้าหมายและแผนปฏิบัติการอย่างเ ป็นรูปธรรม แทนที่จะให้แค่ภาพกว้างๆ หรือวัตถุประสงค์ครอบจักรวาล แล้วโยนให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง “สนองนโยบาย” หรือ “เอาใจนาย” ด้วยกิจกรรมสำเร็จรูป

ที่ส่วนใหญ่จะ “เชย” หรือ “เห่ย” แถมยังมี “ผักชีโรยหน้า” และสุดท้ายก็ “มอดไว” แบบ “ไฟไหม้ฟาง” แทบทั้งสิ้น

น่าเสียดายที่ดำรินั้น “ตายน้ำตื้น” ไปเสีย เพียงเพราะบางคน “ก้าวพลาด” รุกผิดจังหวะ หรือมองข้ามแง่มุมอ่อนไหว ใน “บางเรื่องราว” ที่ยังไม่สิ้นเชื้อ แทนที่จะค่อยเป็นค่อยไปก็กลับรีบร้อน, ประมาท หรือ “ขาดความเฉลียว” อย่างที่ควรจะมี..จะเป็น

แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือน “ศูนย์คุณธรรมฯ” (หน่วยงานระดับองค์การมหาชนในกำกับของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งแม้จะมีอายุยังไม่ถึงขวบปีดีนัก แต่นับวันจะแสดงความชัดเจนและจัดเจน ว่าเป็นมือทำงาน “ปิดจุดอ่อน” ด้านสังคมและการ “ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม” ของภาครัฐได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน) ยังไม่ละความพยายามที่จะใช้โอกาส “วิสาขบูชา” ปีนี้ สนองนโยบาย “สายตรง” จากนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรให้จงได้

ป้ายชักชวนให้ร่วมกันแสดง “สัจจะอธิษฐาน” ตามแนวคิด “๑ คน ๑ สัจจะ” จึงปรากฏออกมาให้เห็น เป็น “เป้าสายตาใหม่ๆ” ของมหาชนคนกรุงเทพฯ อย่างทันท่วงที

ทำนองชี้ชวนให้เชื่อ ว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นการ “ปฏิบัติบูชา” แสดงความเคารพเทิดทูน หรือสนองคุณพระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างที่ชาวพุทธที่ดีพึงปฏิบัติกันให้กว้างขวาง

หากนับว่าเป็นเกมช่วงชิงโอกาส หรือปฏิบัติการรุกคืบทางการเมือง เพื่อหนุนเสริมภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรี และ/หรือ ของรัฐบาล ที่เคยพลาดพลั้งไปกับกรณี “วันวิสาขบูชาแห่งโลก” ก็ถือได้ว่าเป็นจังหวะก้าวที่ “ดูดี” และมี “ที่มาที่ไป” อย่างสอดคล้องและกลมกลืนยิ่ง

แม้ว่าจะเพิ่งสะดุดเท้าตนเองจนแทบหัวคะมำมาหยกๆ ในยกแรกก็ตาม…

แต่ถ้าจะว่ากัน “อย่างชาวพุทธ” หรือเจาะจงมาที่ “คนชั้นกลางชาวพุทธในเมืองกรุง” ซึ่งใช้ชีวิตเติบโตมากับสื่อสารมวลชนและการโฆษณาชวนเชื่อนานาประดามี ก็คงต้องมองอะไรให้ “กว้าง”, “ลึก” และ “ไกล” ไปยิ่งกว่าการ “หลงเชื่อ” หรือ “ยอมรับ” ตาม “ป้าย” หรือ “เนื้อที่โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์” ชนิดง่ายๆ ตื้นๆ เหล่านั้นออกไปสักหน่อย ว่า…

หาก “พิจารณา” กันอย่าง “ชาวพุทธ” แล้ว อะไรเล่า ที่หมายถึง “การปฏิบัติบูชา” อะไรคือ “สัจจะ” และอะไรกันแน่ ที่มีจะกินความไปถึง “อธิษฐานธรรม” อย่างที่ “ชาวพุทธ” จะพึงมีและพึงเป็น
ตลอดจน “พึงกระทำ” ในโอกาส “วิสาขบูชา” อันสำคัญยิ่งนี้…



เพียงแค่การไปรับการ์ดจากศูนย์คุณธรรมฯ, จากที่ว่าการอำเภอ/เขต, จากศาลากลางจังหวัด หรือศาลาว่าการกรุงเทพฯ แล้วเขียนข้อความสวยๆ ไพเราะ เหมาะหู-ระรื่นตา หรือโก้หรู-โอ่อ่า ดูดีมีชาติตระกูล เพื่อส่งถึงนายกรัฐมนตรีส่วนหนึ่ง ส่งถึงคนที่คุณรักส่วนหนึ่ง และเก็บไว้กับตนเองส่วนหนึ่ง อย่างที่ศูนย์คุณธรรมฯ โฆษณา/แนะนำไว้ นั้น เป็น “สัจจะอธิษฐาน” ที่เป็นการ “ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า” ได้หรือไม่
หรือประเภทที่ว่า “ถึงแม้งานจะหนัก ปัญหาจะมาก พ่อจะรักษาอารมณ์ที่เบิกบาน เมื่ออยู่กับแม่ และลูกๆ ตลอดไป” อย่างท่านนายกรัฐมนตรีนั้น

เป็น “สัจจะอธิษฐาน” เพื่อ “ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า” หรือไม่?

ทั้งนี้ มิพักจะต้องกล่าวถึง ว่า “สัจจะอธิษฐาน” ข้างต้น ที่เป็นไปเพื่อครอบครัว อันประกอบไปด้วยลูกและภรรยาเป็นการเฉพาะนั้น เพียงพอหรือคู่ควร กับ “สถานะ” ความเป็น “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” และเป็น “นายกรัฐมนตรี” ของคนไทยทั้งประเทศหรือไม่ และเพียงใด…

อย่างไรก็ตาม เพื่อสอบทานและเพิ่มเติมความเข้าใจให้ถูกตรงไปพร้อมๆ กันบทความนี้คงต้องเริ่มต้นในรายละเอียดกันที่ “นิยามศัพท์” ประเภท “ภาษาวัดวา” เอาไว้สักเล็กน้อย

ประเดิมกันที่ “บูชา” เป็นเบื้องแรก…

ว่ากันโดยหลักพุทธธรรม การ “บูชา” ซึ่งหมายถึง การให้ด้วยความนับถือ, แสดงความเคารพเทิดทูน..นั้น ท่านว่ามีอยู่ ๒ ประการ

กล่าวคือ บูชาด้วยการปฏิบัติ(ปฏิบัติบูชา)

และการบูชาด้วยอามิส คือ สิ่งของ เช่น ดอกไม้ ของหอม อาหาร หรือวัตถุอื่นๆ (อามิสบูชา)
การปฏิบัติบูชา ว่ากันสั้นๆ ย่อๆ ก็คือ การประพฤติตามธรรมคำสั่งสอนของท่าน, การบูชาด้วยการประพฤติปฏิบัติ ตลอดจนการกระทำในสิ่งที่ดีงาม

ในง่มุมนี้ จึงน่าสงสัย ว่า..การส่ง “๑ คน ๑ สัจจะ” ไปถึงนายกรัฐมนตรีนั้น จะถือเป็นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าในวันหรือห้วงเวลาแห่ง “วิสาขบูชา” ได้อย่างไร? และด้วยหลักการใด?

ต่อมาคือ คำว่า “สัจจะ” และคำว่า “อธิษฐาน” ควบคู่ไปด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ทั้ง สัจจะ และ อธิษฐาน นั้น เป็น ๒ ใน ๑๐ ของ “บารมี” แบบพุทธ ที่กล่าวถึง ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา, อุเบกขา

ในที่นี้ “บารมี” นั้น ท่านหมายถึง คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง ซึ่งในทางพุทธศาสนาทราบกันดีว่าหมายถึงการดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง หรือการบรรลุถึงพระนิพพาน ด้วยอริยมรรคมีองค์แปด หรือมัชฌิมาปฏิปทา



คราวนี้มาดูกันโดย “อรรถะ” และ “พยัญชนะ” แต่พอสังเขป
“สัจจะ” นั้น ท่านว่า..หมายถึง

ก. ความจริง มี ๒ คือ

๑. สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ เช่น คน พ่อค้า ปลา แมว โต๊ะ เก้าอี้

๒. ปรมัตถสัจจะ จริงโดยปรมัตถ์ เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ข. ความจริง คือ
จริงใจ ได้แก่ ซื่อสัตย์
จริงวาจา ได้แก่ พูดจริง และ
จริงการ ได้แก่ ทำจริง

(ข้อ ๑ ในฆราวาสธรรม ๔, ข้อ ๒ ในอธิษฐานธรรม ๔, ข้อ ๔ ในเบญจธรรม, ข้อ ๗ ในบารมี ๑๐)
หากจะขยายลงไปในรายละเอียด ก็ต้องเสริมความเสียด้วย ว่า…

ปรมัตถสัจจะ หมายถึง “จริงโดยปรมัตถ์” กล่าวคือ ความจริงโดยความหมายสูงสุด เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตรงข้ามกับ สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ เช่น สัตว์ บุคคล ฉัน เธอ ม้า รถ นาย ก. นาย ข. เป็นต้น

ส่วน สมมติสัจจะ นั้น ท่านว่า เป็น “จริงโดยสมมติ” กล่าวคือ โดยความตกลงหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ เช่น นาย ก. นาย ข. ช้าง ม้า มด โต๊ะ หนังสือ พ่อ แม่ ลูก เพื่อน เป็นต้น ซึ่งเมื่อกล่าวตามสภาวะ หรือโดยปรมัตถ์แล้ว ก็เป็นเพียงสังขาร หรือนามรูป หรือขันธ์ ๕ เท่านั้น; ถือได้ว่าตรงข้ามกับ ปรมัตถสัจจะ



ต่อมาคือคำว่า อธิษฐาน

“อธิษฐาน” นั้น..หมายถึง ตั้งใจมุ่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง, ตั้งจิตปรารถนา, ตั้งจิตขอร้องต่อสิ่งที่ตนถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เพื่อผลอย่างใดอย่างหนึ่ง, อธิฏฐาน ก็ว่า.
และคำว่า “อธิษฐาน” นี้

๑. ในทางพระวินัย แปลว่า การตั้งเอาไว้หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ กล่าวคือ ตั้งเอาไว้กับของนั้นๆ หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ ว่าจะใช้ของชนิดนั้นๆเป็นของประจำตัว
เช่น ได้ผ้ามาผืนหนึ่ง ตั้งใจว่าจะใช้เป็นอะไร คือจะเป็นสังฆาฏิ อุตตราสงค์ อันตรวาสก ก็อธิษฐานเป็นอย่างนั้นๆ เมื่ออธิษฐานแล้ว ของนั้นเรียกว่าเป็นของอธิษฐาน เช่น เป็นสังฆาฏิ อธิษฐาน จีวรอธิษฐาน (นิยมเรียกกันว่า จีวรครอง) ตลอดจนบาตรอธิษฐาน เป็นต้น
ส่วนของชนิดนั้น ที่ได้เพิ่มมาอีกหรือเกินจากนั้นไปก็เป็นอติเรก เช่น เป็นอติเรกจีวร อติเรกบาตร,
คำอธิษฐาน ก็ เช่น “อิมํ สงฺฆาฏึ อธิฏฺฐามิ”
(ถ้าอธิษฐานของอื่น ก็เปลี่ยนไปตามชื่อของนั้น เช่น เป็น อุตฺตราสงฺคํ, อนฺตรวาสกํ เป็นต้น)

๒. หมายถึง ความตั้งใจมั่น, การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว, ความมั่นคง เด็ดเดี่ยว แน่วแน่ในทางดำเนินและจุดมุ่งหมายของตน (ข้อ ๘ ในบารมี ๑๐),
อย่างไรก็ตาม ในภาษาไทยมักใช้ในความหมายว่า ความตั้งใจมุ่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง, ความตั้งจิตปรารถนา เป็นหลัก

อนึ่ง บัดนี้เริ่มมีผู้รู้บางท่านทักท้วงเกี่ยวกับการใช้คำของรัฐบาล(ผ่านศูนย์คุณ ธรรม)ขึ้นมาบ้างแล้ว ว่าโดยหลักภาษาที่ถูกต้องนั้น น่าจะใช้ “สัจจาธิษฐาน” จึงจะเหมาะควร มิใช่ใช้ “สัจจะอธิษฐาน” ดังที่เป็นอยู่ กระนั้นก็ตาม ในที่นี้คงไม่ลงไปในรายละเอียดให้มากความเกินไปนัก

แต่อย่างไรก็ดี ยังอยากจะเชิญชวนให้ตั้งข้อสังเกตซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ว่า…
น่าสงสัยหรือไม่ ว่าทำไมการบำเพ็ญบารมี ๒ ใน ๑๐ ประการข้างต้น จึงต้อง มีสำเนาส่งรายงานไปถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังที่ศูนย์คุณธรรมฯพยายามโฆษณาเอาไว้

ว่ากันง่ายๆ ก็คือ มีความจำเป็นอันใด ที่คนไทยผู้น้อมใจให้สัจจะ “อธิษฐาน” กันแต่ละคน ด้วยมุ่งหวังจะประพฤติดี-ปฏิบัติดี บูชาพระพุทธเจ้า จึงต้องสละการ์ด ๑ ใน ๓ ส่วน ส่งรายงาน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี “เพื่อทราบและพิจารณาดำเนินการ” ไปพร้อมๆ กัน !!!

ศัพท์สำคัญต่อมาคือ คำว่า “อธิษฐานธรรม” ซึ่งหากพิจารณากันโดยแยบคายแล้ว ดูเหมือนกับว่า สิ่งที่รัฐบาลหรือศูนย์คุณธรรมพยายามจะเชิญชวนให้ “คนไทย” เกิดกระแส “แห่ปฏิบัติ” ตามๆ กันนั้น น่าจะเป็นการ “อธิษฐานธรรม” ดังความหมายต่อไปนี้เสียมากกว่า

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ที่โฆษณากันครึกโครมนั้น จะเป็นกลอนพาไป หรือสำคัญผิดในข้อเท็จจริงกันแน่…

“อธิษฐานธรรม” ท่านหมายถึง ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ, ธรรมเป็นที่มั่น มี ๔ อย่าง คือ

๑. ปัญญา ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ, ความรอบรู้ในกองสังขาร มองเห็นตามความเป็นจริง
๒. สัจจะ ความจริง มี ๒ คือ สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ
๓. จาคะ การสละ, การให้ปัน, การเสียสละ, การสละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ; การสละกิเลส
๔. อุปสมะ ความสงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ, การทำใจให้สงบ, สภาวะอันเป็นที่สงบ คือ นิพพาน

ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ใน “อธิษฐานธรรม” นั้นมี “สัจจะ” ประกอบอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน ทั้ง “สัจจะ” และ “อธิษฐาน” ก็เป็นส่วนหนึ่งของ “บารมี”

อาจเป็นด้วยรายละเอียดอัน มากมาย-ซับซ้อน นี้เอง ที่ทำให้ผู้รับผิดชอบ “แคมเปญ” นี้เกิดสำคัญผิด กระทั่งเป็นเหตุให้ “คิกออฟ” ความสับสนออกมาสู่สาธารณะไปในที่สุด

ว่ากันโดยรายละเอียดดังที่ยกมากล่าวไว้ในเบื้องต้น จะพบว่าในพุทธศาสนานั้นมีแง่มุมอันละเอียดประณีต ซึ่งแฝงไว้ด้วยเนื้อหาสาระ, กระบวนการ, ขั้นตอน, ตลอดจนศิลปะ และลีลา-ท่วงทำนองอันงดงามเสมอ สำหรับการประพฤติปฏิบัติ เพื่อขัดเกลาตนเองและสังคมแวดล้อม ในบริบทต่างๆ จึงมิใช่เรื่องง่ายดายนัก ที่ใครหรือองค์กรใด จะหยิบยกแต่เพียงส่วนเสี้ยว แล้วด่วน “สรุป” ให้ “กินความ” จน “ครอบคลุม” ได้
เว้นแต่จะมีจุดประสงค์แฝงเร้น หรือปรารถนาลามก หวังยก “บางส่วน” มาหาประโยชน์ ด้วยกลไกการตลาดชนิดเอาเร็วเข้าว่า และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่ปราศจากความรับผิดชอบ ซึ่งปรากฏเสมอในสินค้าประเภท “หลอกขาย” แบบไทยๆ

กระทั่งทำให้สาธารณะชนเกิดสำคัญผิดในข้อเท็จจริง จนความเห็นความเชื่อกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปในที่สุด
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่า “วิสาขบูชา” คือห้วงกาลที่ชาวพุทธพึงระลึกถึงคุณและขวนขวายปฏิบัติบูชา แด่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในเพ็ญเดือน ๖ เช่นเดียวกันนี้มาแต่เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว

ดังนั้น หากรัฐบาล หรือหน่วยงานในสังกัดใดๆ ประสงค์จะมีส่วนร่วม หรือต้องการใช้โอกาสนี้หาคะแนน “ตามน้ำ” ก็จำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องมีความเข้าใจ และรู้จัก กาละ-เทศะ ตลอดจนมานะพยายาม ประพฤติปฏิบัติให้ ถูกต้อง-เหมาะควร

หาไม่ก็จะกลายเป็นพากันเข้ารกเข้าพง หรือทำให้ของเดิมที่ดีอยู่แล้วเสื่อมเสียไปด้วย อย่างน่าเสียดายยิ่ง

กล่าวคือ แทนที่คนไทยจะได้ใช้โอกาสนี้ศึกษาและทำความเข้าใจในความหมายของ “วิสาขบูชา” การ “บูชา” หรือการ “ปฏิบัติบูชา” ตลอดจนการบำเพ็ญ “บารมี” ที่ว่าด้วย “สัจจะ” และการ “อธิษฐาน” รวมทั้งการ “อธิษฐานธรรม” ดังที่ควรจะเป็น “รัฐบาล” โดยหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องนั่นแหละ ที่ทำให้ความหมายอันดีงามดังกล่าวต้องคลาดเคลื่อนจาก “ทำนองคลองธรรม” ไปเสียเอง ด้วยการทำงานรีบเร่งชนิด “ลวกๆ” หรือ “สุกเอาเผากิน” ที่ปราศจากความรับผิดชอบ เพียงเพื่อให้ทันเวลา และถือเอาชัยชนะทางการเมืองเป็นที่ตั้ง แทนที่จะเอาธรรมะเป็นเป้าหมาย และวิธีปฏิบัติ

ด้วยเนื้อที่อันจำกัด จึงมิอาจชี้ให้เห็นชัดๆ ไปมากกว่านี้ ว่าเพราะเหตุใดการส่งการ์ด “๑ คน ๑ สัจจะ” ถึงนายกรัฐมนตรีจึง “ไม่ใช่” หรือ “ไม่น่าจะเป็น” การปฏิบัติบูชาต่อพระพุทธเจ้าเยี่ยงชาวพุทธที่ดี
กระนั้นก็ยังเชื่อว่าผู้มีสติ, ปัญญา, สัมปชัญญะ และสมาธิ จะเข้าใจได้ไม่มากก็น้อย ว่าแนวคิดเช่นนี้ มีท่วงทำนอง “สำคัญตนเองผิด” และ “กำเริบเสิบสาน” เกินไปสักแค่ไหน

และเพียงใด…