วันจันทร์, เมษายน 25, 2548

“พุทธไทยๆ”

..........................................

“พุทธไทยๆ” : อยู่(ร่วมกัน)ก็ไม่ได้…ไปก็ไม่เป็น ??



ในที่สุด “สงกรานต์ ๒๕๔๘” ก็ผ่านไปอีกปี เหมือนกับเทศกาลอื่นๆ ที่หมุนเวียนเข้ามาทักทายผู้คน ด้วยสมมติบัญญัติ และวงรอบของกาลเวลา

ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่ “จำเป็น” และ “ไม่จำเป็น” ต้อง “ข้องเกี่ยว” ก็เผชิญชะตากรรมกันไปตามฐานานุรูป เรียกว่า “เสวยวิบากกรรม” ไปตามฐานะและความรับผิดชอบ ตลอดจนสติปัญญาและสามัญสำนึก ทั้งแบบบุคคล, ชุมชน และ/หรือ..สังคม

“ภาพ-ข่าว” แปลกใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าว ที่ออกจะขัดแย้งโดยเนื้อหาสาระ แต่แสดง “อัตลักษณ์” ของ “ตัวกู-ของกู” ได้สอดคล้องกันอยู่ในที ก็คือ…

ภาพ “สงครามสาดน้ำ” ทั้งที่ถนนข้าวสาร และจุดสำคัญของหัวเมืองต่างๆ ซึ่งมีหญิงชาย(ประเภทต่างๆ) “นุ่งน้อยห่มน้อย” ออกมาละเลงแป้งและสาดน้ำเข้าใส่กัน ซึ่งออกจะ “เปิดเผย” ไปกว่าทุกๆ ปี

และ ข่าว “สงครามน้ำลาย” ระหว่าง “ชาวพุทธ” และ “องค์กรพุทธ” ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจน “กึ่งรัฐ-กึ่งเอกชน” เกี่ยวกับประเด็น(ซึ่งสื่อบางแขนงเรียกว่า..)การ “แย่งกันจัดงานวิสาขบูชา” ที่เริ่มมาก่อนสงกรานต์เล็กน้อย ซึ่งผ่านสงกรานต์มาแล้วก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเลิกรา
ที่ว่าขัดแย้งแต่สอดคล้องอย่าง “คล้ายกัน” ก็คือ…

ทั้ง “ภาพ” และ “ข่าว” ที่ว่ามาข้างต้น ต่างแสดง “ตัวตน” ชนิด “หยาบๆ” ของ “คนในข่าว” ออกมาได้อย่าง “โล่งโจ้ง-ล่อนจ้อน” ไปตามๆ กัน

ไม่ว่าจะเป็นชายแท้-ชายเทียม หญิงแท้-หญิงเทียม หรือพระ-เณร-เถร-ชี ก็ไม่เว้น



เรื่องการนุ่งน้อยห่มน้อย(ที่มิใช่นุ่งเจียมห่มเจียมตามหลักสันโดษในพุทธศาส นา)ขอละไว้ ไม่กล่าวถึงในที่นี้ ด้วยเป็นเรื่อง “โลก-โลกย์” ที่ผู้เกี่ยวข้องจะพึงดำเนินการไปตามที่เหมาะควร

จะรอให้แก้ผ้าเดินกลางถนนจนเต็มบ้านเต็มเมือง เพื่อส่งเสริมของแปลก และสนับสนุนการท่องเที่ยว ก็แล้วแต่นโนธรรมสำนึกของ “ผู้รับผิดชอบ” ทั้งที่เป็นคนแก้, คนดู และคนที่ต้อง “ทนดู”

ในที่นี้จะว่ากันเฉพาะ “ที่มา” หรือ “สาเหตุ” ตลอดจนปัจจัยบางส่วน ของ “สงครามน้ำลาย” และ “อาฟเตอร์ช็อค” หรือ “แรงกระเพื่อม” อันเนื่องมาจาก “วิวาทะ” ในหมู่ชาวพุทธครั้งล่าสุดนี้



คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าปัจจุบัน “ชาวพุทธไทย” แบ่งออกเป็นฝักฝ่าย หรือสายศรัทธา-ความเชื่อ มากมายหลายกลุ่มหลายพวก ทั้งชนิดที่สืบสายย้อนต้นขึ้นไปถึงครูบาอาจารย์ได้หลายชั่วอายุ หรือที่เพิ่งแตกหน่อต่อยอดออกมาใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ

บ้างก็มีนักบวชเป็นหมู่เป็นคณะ บ้างก็มีเฉพาะคฤหัสถ์ไร้บรรพชิต บ้างก็เป็นกลุ่มก้อน..เป็นองค์กรจัดตั้งอย่างใหญ่โต มีทั้งที่ถือกำเนิดในประเทศไทย(สืบสายจากอินเดียโบราณ) หรือที่นำเข้ามาภายหลัง ทั้งจากซีกโลกตะวันตก และจากประเทศในแถบตะวันออก--เอเชีย เอง

นี่ว่ากันเฉพาะที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ชาวพุทธ” หรือที่มีรูปแบบ-วิธีปฏิบัติ ตลอดจนเนื้อหาคำสอน ที่เนื่องอยู่(หรือคล้าย/เลียนแบบ)กับหลัก “พุทธธรรม” และ “ศาสนพิธี-พิธีกรรม..แบบพุทธ” ไม่ว่าจะเรียกชื่อใดๆ ก็ตาม

แน่ละ ว่าในครั้งโบราณ หรือย้อนหลังไปก่อนการปฏิรูปพุทธศาสนาไทยครั้งใหญ่ ในสมัย ร.๔ – ร.๕ “พุทธ- -แบบไทยๆ” ก็มีความหลากหลายกันไปต่างๆ นานา

ว่ากันว่า แม้ห่มจีวรต่างกันก็ยังนับเป็นต่างนิกายไปเสียง่ายๆ เสียอย่างนั้นแหละ ยิ่งมีวัตรปฏิบัติ มีกัมมัฏฐานต่างกันด้วยแล้ว ก็ยิ่งง่ายต่อการแบ่งสายสลายพวกออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย

แต่คงต้องยอมรับด้วยว่า ในขณะนั้น “รัฐ” และ “คณะสงฆ์” เอง ก็ใช่ว่าจะมีการ “รวมศูนย์อำนาจ(และอื่นๆ)” เข้าสู่ “ส่วนกลาง” จนทุกส่วนต้องคิดและทำแบบเดียวกันอย่างเบ็ดเสร็จเช่นในปัจจุบัน ซึ่งต้องมีนิยามของ “รัฐ” และ “รัฐชาติ” และ “คณะสงฆ์แห่งรัฐ” อย่างชัดเจนและตายตัว

กล่าวคือขณะนั้น เมื่อ “อาณาจักร” เป็นภาพทับซ้อนของ “นครรัฐ” ใหญ่น้อย ฝ่าย “ศาสนจักร” หรือฝ่าย “พุทธจักร” หรือจะเรียกว่า “ฝ่ายพุทธ” ก็ยิ่งเป็นส่วนผสมของ “สายความเชื่อ-สายปฏิบัติ” อันซับซ้อนเสียยิ่งกว่า

ประเด็นคงอยู่ที่ว่า การทับซ้อนและเชื่อมโยงระหว่างความแตกต่างและหลากหลาย ทั้งของ “ทางโลก” และ “ทางธรรม” ในขณะนั้น ดูจะเป็นการ “เกื้อกูล” หรือ “ระมัดระวัง” ที่จะมิให้ “ล้ำเส้น” หรือ “แทรกแซง” กันอย่างแจ่มชัดนัก

ในขณะที่ “เจ้า” มีพระเป็น “ราชาคณะ(คณะแห่งพระของราชา)” ฝ่าย “ไพร่” หรือ “พลเมือง” ก็มีกระบวนการ เช่น “ฮดสงฆ์” เพื่อถวายสมณศักดิ์แด่ “พระดีที่น่านับถือ-ศรัทธา” ในระดับชาวบ้านหรือชุมชน เช่นเดียวกับการมี “วัดหลวง” และ “วัดราษฎร์” หรือ “วัดบ้าน” โดยที่ฝ่ายพระและคณะสงฆ์เองก็มิได้ยึดถือว่า “ยศช้าง-ขุนนางพระ” ดังกล่าว เป็นเรื่องสลักสำคัญไปกว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรม ตลอดจนการปฏิบัติศาสนกิจ “ฉลองศรัทธาญาติโยม” ไปตามจารีต-ประเพณีที่สืบเนื่องกันมา

นี่กล่าวได้ว่า ต่างจาก “การบ้าน-การเมือง” และ “การคณะสงฆ์-การพระศาสนา” ในปัจจุบัน ที่หลอมรวมเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้ “รัฐ” และ “กฎหมาย” แบบตายตัว-ไร้ความยืดหยุ่น อย่างสิ้นเชิง



เมื่อความหลากหลาย(แม้เนื้อหาสาระจะต่างจากอดีตก็ตาม)ยังคงอยู่ ภายใต้โครงสร้างที่รวมศูนย์และไร้ความยืดหยุ่น พร้อมๆ ไปกับแนวคิดเสรีภาพของปัจเจกบุคคล และระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ตลอดจนกระบวนการผลิตและบริโภคแบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ “หัวมังกุ-ท้ายมังกร” ไปในที่สุด

กล่าวคือ ในขณะที่ “รัฐ” (ซึ่งผนวกเอาการคณะสงฆ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในองคาพยพ และสร้างความสยบยอมให้เกิดขึ้นแก่ “ศาสนจักร” ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง)ใช้กฎหมายและระเบียบ-กฏเกณฑ์แห่งรัฐ กับประชาชนและคณะสงฆ์ในอาณัติอย่างแข็งกร้าว

แต่เมื่อเผชิญหน้ากับ “ศรัทธา-ความเชื่อ” ซึ่งต่างจากที่ “รัฐ” และ “- -ของรัฐ” เชื่อถือหรือปฏิบัติ ครั้งยังเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ น้อยๆ ก็แทบมิได้เกี่ยวข้อง หรือใส่ใจดูแล มีแต่ปล่อยปละละเลยถือเป็นเรื่องธุระไม่ใช่
ขณะเดียวกัน เมื่อกลุ่ม-คณะบุคคลเหล่านั้นเติบโตกล้าแข็งขึ้น รัฐ(และผู้อยู่ภายใต้บงการเช่นคณะสงฆ์)ก็กลับขลาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับ “ศรัทธา-ความเชื่อ” ของคนหมู่มาก ซึ่งอาจเป็นเหตุบั่นทอนฐานเสียง หรือความมั่นคง และเสถียรภาพของรัฐ ตลอดจนผู้บริหารรัฐในที่สุด

กระทั่งอยู่ในภาวะ “ยักตื้นติดกึกยักลึกติดกัก” เสมอมา…



ถึงวันนี้ใครจะปฏิเสธได้ว่า “ธรรมกาย” มิได้เติบโตอย่างกว้างขวาง และเข้มแข็ง(ทั้งทางโภคทรัพย์และกำลังศรัทธา) ตลอดจนหยั่งรากลึกเข้ามาทั้งในแวดวงรัฐและคณะสงฆ์ หรือแม้แต่ในแวดวงพุทธศาสนิกชนเรือนแสนเรือนล้าน

ใช่หรือไม่ว่า ถึงวันนี้ “ธรรมกาย” และองค์กร/ภาคี ใต้ร่มเงา-ในสังกัด มีโครงการร่วมกับรัฐและเอกชนทุกระดับนับพันนับหมื่นโครงการเข้าไปแล้ว ท่ามกลางความคลุมเครือ และปราศจากบรรทัดฐาน อันจะชี้ชัดได้ ว่าความสมควร-ไม่สมควร ภายใต้ความขัดแย้งและข้อกล่าวหาในอดีต(ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง) จะต้องมีอะไรหรือสิ่งใดเป็นข้อยุติ

“บรรทัดฐาน” อันหมายถึง “แบบแผนสำหรับยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ” สำหรับประชาชนในรัฐ หรือศาสนิกชนในศาสนจักร ผู้อยู่ภายใต้การ ปกครอง-ดูแล ของรัฐและคณะสงฆ์ไทย

ในอันที่จะเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนร่วมกับกิจกรรมและกิจการของ “ธรรมกาย”…

เช่นเดียวกับ “สันติอโศก” อันหมายรวมทั้งเหล่า “สมณะ” และ “สมาชิก” อันเข้มแข็ง ในนามของ “ชาวอโศก” และ “ชุมชนอโศก” ที่แยกย่อยออกไปเป็นกลุ่ม องค์กร และชุมชน ตลอดจนสหกร บริษัท และพรรคการเมือง ภายใต้ร่มเงา หรือในสังกัด “สันติอโศก” อันมี “พ่อท่านโพธิรักษ์” เป็นเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทร
และโดยนัยเดียวกัน ใช่หรือไม่ว่า ถึงวันนี้ “สันติอโศก” มีความเข้มแข็งทั้งทางศรัทธาและโภคทรัพย์ ตลอดจนมี “สาขา” แผ่ขยายออกไปในวงกว้างยิ่งขึ้นทุกที โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจน “พุทธศาสนิกชน” เรือนแสนเรือนล้าน เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่กับ “สันติอโศก” และ “ชาวอโศก” ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

นี่ยังไม่นับรวม “อนุตรธรรม” ซึ่งมีสาขากระจายออกไปในหลายจังหวัด ภายใต้การบริหารอันเข้มแข็งของคณะทำงานฆราวาส โดยมีหลักคำสอนซึ่งยากจะบอกได้ว่าเป็น “พุทธ” หรือมิใช่ และหากเป็น จะ “เป็น” แบบไหน หรือ “เป็นได้อย่างไร”

และมิได้นับรวมการ นับถือ-บูชา “กวนอิมโพธิสัตว์” ที่ปัจจุบันประดิษฐานอย่างใหญ่โตโอ่อ่าอยู่ใน “วัด” และ “สำนักปฏิบัติธรรม” จำนวนมาก โดยมีพิธีกรรมต่างๆ ให้ “ชาวพุทธไทย” ปฏิบัติ ทั้งร่วมกินเจ รวมหมู่สวดมนต์ และเข้าทรงผ่าน “ม้าทรง” ตลอดจน “เจ้าสำนัก” ต่างๆ

ว่ากันว่า ถึงวันนี้ถ้าต้องการให้ “ทัวร์” และ “พุทธศาสนิกชนเชื้อสายจีน” เข้าวัดใด วัดนั้นต้องสร้าง “เจ้าแม่กวนอิม” ไว้ในวัด ยิ่งขนาดใหญ่เท่าใดก็ยิ่งดี…

นี่หมายความว่ากระไรเล่า?

จะกล่าวได้หรือไม่ว่า “กลุ่มบุคคล-องค์กร” เหล่านี้มิได้อยู่ในการรับรู้ หรือสังเกตเห็น จากทั้งรัฐและคณะสงฆ์ไทยแต่ประการใดๆ เลย…

ถ้าเห็น “เห็น” แล้วจะปฏิบัติอย่างไร?
ถ้าบอกว่า “ไม่เห็น” เล่า?

มีอะไร “บังตา” เอาไว้กระนั้นหรือ?



ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นมิได้หมายความว่า บุคคล องค์กร หรือกลุ่มความเชื่อเหล่านั้น “มีความผิด” ชนิดต้องจับกุมคุมขัง

แน่นอนละ ว่าจะมากจะน้อย “ธรรมกาย”, “สันติอโศก” หรือกลุ่มอื่นๆ ที่ว่ามาแล้ว ก็สามารถเป็น “ร่มเงา” หรือ “ที่พักผ่อนทางจิตวิญญาณ” ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง กระทั่งว่าอาจสร้าง “ความสงบเย็น” หรือ “ชี้ทางดับทุกข์” ให้กับสมาชิกได้ ไม่ระดับใดก็ระดับหนึ่ง

และจะว่าไปแล้ว ก็มีวัดและสถานปฏิบัติธรรม “ในสังกัดคณะสงฆ์ไทย” อีกจำนวนไม่น้อย ที่อาจจะ “นอกลู่นอกทาง” หรือ “ผิดธรรม-ผิดวินัย” ไปเสียยิ่งกว่า…

ทั้งนี้ มิพักจะต้องเปรียบเทียบ ถึงคุณภาพและศักยภาพ ระหว่างพระสงฆ์องค์เณรทั่วๆ ไป กับพระภิกษุในสังกัด “ธรรมกาย” หรือ สมณะ แห่ง “สันติอโศก” ที่นับวันจะยิ่งห่างไกลกันยิ่งขึ้นทุกที อันเนื่องมาจากกระบวนการสรรหาและพัฒนา ตลอดจนการปฏิบัติและศรัทธาที่แตกต่างกันนั่นเอง

ประเด็นก็คือ ทำไมจึงต้องให้สังคมต้องวกกลับมาตั้งคำถามเรื่องเหล่านี้กันครั้งแล้วครั้งเล่า หรือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวไม่มีจุดจบ

ว่า.. ถึงที่สุดแล้วจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร? หรือ..จะมีบรรทัดฐานอย่างไร?



จริงอยู่ ภายใต้รัฐบาล “คิดใหม่-ทำใหม่” และการปฏิรูปการเมือง-ปฏิรูประบบราชการ บัดนี้เรามีหน่วยงานภาครัฐ ทั้งที่อยู่ในระบบราชการ เช่น กรมการศาสนา และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือที่เป็นองค์กรมหาชน เช่น ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม(ศูนย์คุณธรรม) เข้ามาทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพระศาสนา หรือการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมมากยิ่งกว่าสมัยใดๆ

แต่ดูเหมือนกับว่าทุกฝ่ายต่างพยายาม “มุ่งไปข้างหน้า” หรือ “สร้างสิ่งใหม่” จนแทบจะละเลย “ปัญหาเก่า” เอาเสียง่ายๆ ไม่ว่าจะลืมจริง แกล้งลืม พลั้งเผลอ หรือตั้งใจลืมก็ตาม

ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นว่า งานใหม่ก็ซ้ำซ้อน เพราะต่างคิดและต่างทำ พอจะร่วมกันเข้า ก็ต้องมานั่งจัดสรรความรับผิดชอบและงบประมาณต่างๆ เพราะเนื้องานเหลื่อมซ้อนกันอยู่ทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย
ขณะที่ปัญหาเก่าก็แก้ไม่ได้ ไม่อยากรับผิดชอบ และพยายามเขี่ยเรื่องร้อนให้พ้นตัว



กรณีความขัดแย้ง “แย่งกันจัดงานวันวิสาขบูชา”(ที่สื่อเรียก)นั้น จะว่าไปแล้วก็เป็นเพียงปลายเหตุ หรือยอดภูเขาน้ำแข็ง “อีกยอดหนึ่ง” เท่านั้น

กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้น ถือเป็นปรากฏการณ์ระดับผิวเปลือก ที่เอ่อท้น หรือปะทุออกมาจากภายในของแต่ละฝ่ายเสียมากกว่า ภายหลังจากการหมักหมมและบูดเน่าต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน

ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้ง “กรณีธรรมกาย” หรือ “กรณีสันติอโศก” ก็ตาม…

แม้ว่า “กรณีธรรมกาย” จะมีตัวละครเป็นพระสงฆ์ นักวิชาการ เครือข่ายองค์กรชาวพุทธ และสื่อมวลชน กับ “ธรรมกาย”

และ “กรณีสันติอโศก” จะมีผู้เกี่ยวข้องเป็นมหาเถรสมาคม ในนามคณะสงฆ์ไทย และรัฐกับ “สันติอโศก”
แต่ถึงที่สุดแล้ว เมื่อเวลาผ่านมา หรือผ่านไปนานเข้า ทั้งสองกรณี ก็กลับกลายเป็น “ขยะใต้พรม” กล่าวคือ ได้รับการปฏิบัติจากผู้เกี่ยวข้องเพียงกวาดซุกเอาไว้ให้พ้นตา จะเพื่อรอให้กาลเวลาย่อยสลาย หรือจะรอให้ลืมๆ กันไป ก็มิอาจทราบได้

ที่แน่ๆ ก็คือ “ข้อยุติ” ของทั้งสองกรณี ซึ่งเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระและต่างระดับกันนั้น วันนี้กลับไม่ยุติ และกลายมาเป็นปัญหา ทั้งยังสร้างบรรยากาศ “ปฏิปักษ์” หรือความขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่างและการแบ่ง “ฝักฝ่าย” ขึ้นอีกจนได้

มิหนำซ้ำ ยังมีแง่มุมอันลักลั่น และประหลาดพิศดาร ที่สะท้อนบกพร่องและมาตรฐานต่างระดับ ของระบบราชการ รัฐ และคณะสงฆ์ไทย(โดยมหาเถรสมาคม)ไปด้วยพร้อมๆ กัน

กล่าวคือ เกิดคำถามในหมู่ “ชาวอโศก” และ “ชาวพุทธจำนวนหนึ่ง” ขึ้นอีกครั้ง ต่อการปฏิบัติและท่าทีของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่ง “ไม่เสมอกัน” ระหว่างการบังคับใช้กับ “ชาวอโศก” และที่ใช้กับ “ชาวธรรมกาย”



ถึงบัดนี้ “รัฐ” ในฐานะของ “อาณาจักร” ซึ่งได้ “ขย้ำกลืน” ฝ่าย “ศาสนจักร” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตนแล้ว คงต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจนออกมาให้ได้ ว่า “จะเอาอย่างไร” กับสภาวการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น “อย่างแท้จริง” ต่อ “พระพุทธศาสนา- -แบบไทยๆ”

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ-ปัญญาชน กลุ่ม-องค์กรต่างๆ ตลอดจนพุทธศาสนิกชน ในฐานะส่วนหนึ่งของ “พุทธบริษัท” ก็จะต้องไม่ละเลย หรือนิ่งดูดาย-ทอดธุระ ปล่อยปละให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งไปอีกครั้งหนึ่ง

“รัฐ” จำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้เครื่องมือ งบประมาณ และบุคคลากร ตลอดจน “ช่องทาง” และ “โอกาส” ทั้งหมด สร้าง “เอกภาพ” ให้เกิดขึ้นในแวดวงพุทธศาสนาเสียโดยเร็ว และอย่างมีคุณภาพ-ประสิทธิภาพ
“มหาเถรสมาคม” ในฐานะองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุด ย่อมจำเป็นอยู่เองที่จะต้องใช้โอกาสนี้กำหนดบรรทัดฐานแห่งความถูกตรงของ “ธรรมวินัย” และเอื้อให้เป็น “สัมมาทิฏฐิ” ตลอดจนกำหนดแนวทางแห่งการสมานสังวาส หรือนานาสังวาส อันสอดคล้องไปกับปัจจุบันกาล และเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

ทั้งเพื่อความสมานฉันท์ของชาวพุทธ และเป็นการแสดงบทบาท “องค์กรนำ” อันเข้มแข็ง ชัดเจน และเป็นที่พึ่งพาได้ของ “ชาวพุทธไทย” ทั้งปวง หาไม่ก็ต้องประกาศให้ชัด ว่ามีความประสงค์จะดำรงไว้ หรือแสดงบทบาทใด ต่อสังคมชาวพุทธ ทั้งในระดับชาติ และนานาชาติ แทนที่จะยอมให้รัฐกำหนดนั่นนี่ แล้วค่อยออกมาโต้แย้งเล็กๆ น้อยๆ เป็นคราวๆ ไป อย่างเช่นที่เป็นอยู่หรือเคยเป็นมา

ในส่วนของ “พุทธศาสนิกชน” ทั้งหลาย แทนที่จะวางตนเป็น “ผู้ดู” หรือ “ผู้สังเกตการณ์” ที่พร้อมจะเป็น “ผู้ตาม” หรือ “ผู้ถูกกระทำ” ห้วงเวลานี้ น่าจะเป็นโอกาสของการฝึกตน เพื่อมีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาคาราคาซังในสังคมชาวพุทธไทย ตลอดจนยกระดับตนเองเป็น “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน- -ในทางธรรม” และช่วยกันดับทุกข์

วิศาขบูชา หรือ วิสาขบูชา นั้น คือ การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ เพื่อรำลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า เนื่องในวัน ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระองค์

ออกจะเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ด้านหนึ่งเรากลับใช้โอกาสนี้ทำ “สงครามน้ำลาย” และสร้างความแตกแยก-แตกต่าง แทนที่จะหันหน้าเข้าหากันในทางที่ถูกที่ควร เพื่อสร้างสมานฉันท์ และเป็นการ “ปฏิบัติบูชา” เพื่อ “บูชา” พระบรมศาสดาด้วยการปฏิบัติ คือ ประพฤติตามธรรมคำสั่งสอนของท่าน และบูชาด้วยการประพฤติปฏิบัติ ตลอดจนกระทำสิ่งที่ดีงาม ตามแนวทางที่ทรงชี้แนะเอาไว้

ขณะที่อีกด้าน เรากลับปล่อยปละละเลยให้วิถีแห่ง “อกุศล” ตลอดจน “ความไม่สัปปายะ” งอกงามอยู่ด้วยความ “เละเทะ-เน่าใน” ของสังคมพุทธและชาวพุทธด้วยกันเอง

หรือว่าเอาเข้าจริง “พุทธแบบไทยๆ” ก็ “อยู่ร่วมกันไม่ได้” แถมยัง “ไปไหนไม่เป็น” เสียที…