วันอังคาร, มีนาคม 01, 2548

“นายกฯ ทักษิณ”

“นายกฯ ทักษิณ” กับตัวตนและท่าที
ที่ “ไม่ใช่” และ “ไม่เป็น” กัลยาณมิตร.

บทความโดย พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ
กลุ่มเสขิยธรรม / seki@skyd.org



ยิ่งวันเวลาผ่านไป ตัวตนและท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” ก็ดูจะสร้างความอึดอัด ขัดเคือง หงุดหงิด งุนงง สงสัย และตื่นตาตื่นใจ หรือกระทั่งเดือดร้อน-รำคาญ แก่ใครต่อใครยิ่งขึ้นทุกที…

อาการเหล่านี้มักเกิดถี่ขึ้น และดูจะกลายเป็นความต่อเนื่องไปในที่สุด !!

- ไม่ว่าคนๆ นั้นจะคอยเกาะติดสถานการณ์ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หรือเพียงอ่านหนังสือพิมพ์ และฟังรายการ “นายกพบประชาชน” เท่าที่จะมีโอกาส,
- ไม่ว่าคนๆ นั้นเป็นคนชั้นกลางประกอบอาชีพในเมืองใหญ่ เป็นกรรมกรในโรงงาน เป็นชาวนาชาวสวนชาวไร่ หรือประกอบอาชีพอื่นๆ ในภาคบริการ,
- ไม่ว่าใครคนนั้นจะเป็น “นักวิชาการปากกล้า” เป็น “ขาจร” หรือ “ขาประจำ”, ฯลฯ
- และที่สำคัญ..ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเลือกพรรคไทยหรือไม่ก็ตาม

เพราะที่ว่ามาข้างต้น ต่างก็ไม่เคยพบเคยเห็น “นายกรัฐมนตรี” คนไหนเป็นอย่างนี้ หรือมี “ท่าที” อย่างนี้มาก่อน ไม่ว่าคนๆ นั้น จะ “นายกฯ” ที่อยู่ในวาระการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ หรือเป็น “นายกฯ” หัวหน้ารัฐบาลรักษาการก็ตาม…
แน่นอนละ ว่าคนที่ “ชื่นชอบ-ชื่นชม” คุณทักษิณ นั้นมีอยู่มาก แต่คนที่ออกจะเอือมระอาและมีท่าทีปฏิเสธ คุณทักษิณ ก็เชื่อว่ามีอยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโชคหรือเคราะห์ก็แล้วแต่ กำหนดให้เขา(และเธอ)เหล่านั้น ต้องมารับรู้รับเห็น หรือรับฟัง ตลอดจนจำต้องร่วมรับผิดชอบ กับการบริหารบ้านเมือง “แบบคุณทักษิณ” เช่นที่ผ่านมา ๔ ปี (รวมกับช่วงรักษาการ และดูจะส่งผลให้เอือมล่วงหน้าไปด้วย เมื่อรู้แน่ว่ากำลังจะเข้ามาบริหารใหม่อีกรอบ ในระยะเวลาอันใกล้)



ปรากฏการณ์อันแจ้งชัดต่างๆ ของความ “ชอบ” และ “ชัง” นั้นพอจะสรุปได้ว่า
ด้านหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศด้วยภาพลักษณ์ “นักบริหารมืออาชีพ” มีความสำเร็จจากกิจการส่วนตัวเป็นฉากหลังที่ใครๆ ปฏิเสธไม่ได้(แม้ว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งตั้งข้อสงสัยต่อองค์ประกอบของความสำเร็ จที่ว่านั้นอยู่ไม่น้อยก็ตาม) แรกเริ่มของการประกาศเล่นการเมืองเต็มตัว “เขา” เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ที่มีนโยบายอันชัดเจน และเป็นรูปธรรม(ระยะแรกหลายคนไม่เชื่อว่าจะทำได้ และต่อมาก็เกิดกระแสกริ่งเกรง ว่านโยบาย “ประชานิยม” เหล่านั้นจะสร้างผลกระทบในระยะยาว) สื่อมวลชนและคนทั่วไปจำนวนไม่น้อย “ชอบ” ที่เขาเป็นคนคิดเร็ว ปากกล้า และพร้อมที่จะตัดสินใจด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง ฯลฯ

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ขึ้นชื่อลือชา ว่าพร้อมที่จะ “นอกกรอบ” ทั้งแนวคิดและการกระทำ เมื่อผนวกเข้ากับความเป็นนักยุทธวิธี ที่พร้อมจะ “ทำอย่างไรก็ได้” เพื่อไปให้ถึง “ความสำเร็จ” ภายใต้ยุทธศาสตร์การใช้ศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ และลดข้อจำกัดต่างๆ ให้ได้มากที่สุด พร้อมๆ ไปกับการหาลู่ทางทั้งหมดที่มี แล้วใช้ “ทาง” ที่ “กำไรมาก” และ “เอาผิดได้น้อยที่สุด” เป็น “ทางออก” ไม่ว่าทางสายนั้นจะ “หมิ่นเหม่” สักเพียงใดก็ตาม ด้วยแนวคิดหลักที่ว่า ตราบใดยังจับผิดไม่ได้ก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือกระทั่งหากจำเป็นก็อาจหาผู้อื่นมารับผิดแทน เมื่อพบว่าจวนตัวขึ้นมา

เรียกว่าพร้อมที่จะ “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล” หรือเห็นทั้ง “ทางหนี” และ “ทีไล่” อยู่เสมอ…
ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของ “พ่อค้า” ประเภทไร้มโนธรรมสำนึกทั่วๆ ไปนั่นเอง ใครมีลักษณะอย่างด้านที่สองอยู่มาก หรือกล้าใช้วิธีการเช่นนั้นมากๆ ก็รวยได้มากและรวยได้เร็ว ทั้งที่ทำการผลิตน้อย (หรือไม่ได้ทำการผลิตที่แท้จริงเลย) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาสามารถ “รวย” ได้อย่างไม่หวั่นไหว ต่อการแช่งด่าประณามจากรอบทิศ และสามารถ “รวยอย่างยิ่ง” อยู่บนความฉิบหายล่มจมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งลูกค้าและคู่ค้าประดามี



คนที่ชื่นชอบ คุณทักษิณ มักมองเห็นด้านแรก(อันมีภาพลักษณ์ของมืออาชีพรุ่นใหม่) ขณะที่คนอีกส่วนหนึ่งชิงชังรังเกียจด้านต่อมา(ภาพของคนปราศจากทำนองคลองธรรม และไร้มโนธรรมสำนึก) โดยจำนวนไม่น้อยของคนที่ไม่เห็นด้วยกับ “สไตล์ทักษิณ” ถือเอาว่าสิ่งที่แสดงต่อสาธารณะทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้น เป็น “โทษสมบัติ” ของผู้ที่จะเป็น “ผู้นำประเทศที่ดี” เอาเลยทีเดียว

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจ ที่การตัดสินใจครั้งสำคัญๆ ของคุณทักษิณ จะมีทั้งคนชื่นชมและคนชิงชัง ออกมาส่งเสียง “ขานรับ” หรือ “ตอบโต้-ติเตียน” อยู่เสมอ

นับตั้งแต่นโยบายประชานิยม, นโยบายสงครามทั้ง ๓, นโยบายตาต่อตาฟันต่อฟันเกี่ยวกับสถานการณ์รุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ หรือนโยบายกดดัน ลดทอน และ ปราบปราม-ตอบโต้ การชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม ด้วยท่าทีอันแข็งกร้าว

เช่นเดียวกับท่าทีต่อนโยบายเมืองไทยครัวโลก นโยบายเมืองแฟชั่น นโยบายการจัดงาน “มหกรรม” ทั้งการประชุมนานาชาติ และการประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ฟุ่มเฟือย และสิ้นเปลือง
โดยแทบมิพักจะต้องกล่าวถึงปฏิบัติการละเมิดสิทธิมนุษยชน และท่าทีข่มขู่คุกคาม หรือการใช้อำนาจบาตรใหญ่ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ภายใต้รัฐบาลทักษิณ หรือที่เรียกกันว่า “ยุคท่านผู้นำ”

ทั้งยังไม่ต้องนับรวม “ข้อกล่าวหา” ที่ยังรอการพิสูจน์ ประเภทผลประโยชน์ทับซ้อน การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย การเอื้อประโยชน์และยกตำแหน่งให้พรรคพวก ญาติมิตร และสมุนบริวาร หรือการมีส่วนร่วมในการสั่งการ หรือมอบหมาย-ให้นโยบาย ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและล้มตายของผู้บริสุทธิ์ โดยมิได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมนานาชนิดและประเภท



ที่ยกมาข้างต้นนั้น จะว่าไปแล้วก็ดูจะหนักหนาสาหัสอยู่ไม่น้อย หากจะสรุปแบบเหมารวม ว่าเป็นผลอันเนื่องมาแต่เหตุของคนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว

แต่คนผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควรสักกี่คนเล่า ที่จะกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ว่าอะไรต่อมิอะไรข้างต้น ไม่เกิดมาในยุคทักษิณ หรือไม่ เกี่ยวข้อง-เกี่ยวเนื่อง มาจากคุณทักษิณและบริษัทบริวาร ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม…

ถามว่า..ก็ในเมื่อมีเนื้อหาสาระและประเด็น “รักและชัง” หลากหลายถึงขนาดนี้ ทำไม “คุณทักษิณและพรรคไทยรักไทย” จึงชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย อย่างแทบไม่มีใคร หรือพรรคใดจะมาต้านทานได้ด้วยเล่า
ก็คงต้องเชื่อมโยงกลับไป ถึงความสามารถด้านการ “บริหารการเลือกตั้ง” ที่หลายฝ่ายอาจมองข้ามคุณทักษิณและทีมงาน “การเมือง-การตลาด” ผู้จัดเจนไปเสีย นั่นคือ กระบวนการทำให้ “ลูกค้า” รู้จักและเชื่อถือ ในมาตรฐานของ “แบรนด์” (อันมีความหมายกว้างขวางกว่ายี่ห้อ อาทิ อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ฯลฯ) ทั้งส่วนตัวของคุณทักษิณ และพรรคไทยรักไทย จนกลายเป็น “ต้นทุน” ระดับหนึ่งอยู่เสมอ ทำนองว่ามี “มาตรฐาน” ที่ไว้ใจได้ แต่บริการหลังการขายไม่ดีนัก และราคาแพง หรือเจ้าของบริษัทปากเสีย ฯลฯ จนในสถานการณ์ปกติไม่เป็นที่ชื่นชม ไม่น่าซื้อหามาใช้

แต่เมื่อใดถึงรอบปีบัญชีของบริษัทนี้ ที่เขาจำเป็นต้องทำยอดให้ถึงเป้า หรือทะลุเป้าเสียทีหนึ่ง ลูกค้าที่เคยมองเมินสินค้าในราคาเดิม (เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น) ก็พร้อมที่จะ “ตัดสินใจซื้อ” สินค้าบริษัทนีได้โดยง่าย เมื่อได้พบและเกิดตื่นตาตื่นใจกับ “มหกรรมสินค้าดีราคาถูก” ในโค้งสุดท้าย ซึ่งฝ่ายการตลาด “คิกออฟ” ออกมา

ลืมคิดไปว่า บริษัทที่ฉลาดแกมโกงบางแห่ง “ตั้งใจ” จะขายแค่นี้มาตั้งแต่ต้น กล่าวคือ ในช่วงเวลาปกติก็ไม่ดูแลลูกค้า ไม่สนใจบริการหลังการขาย ดีไม่ดียังมีด่าแถมให้ ไล่เตะลูกค้า หรือจ้างนักเลงตีหัวคนวิจารณ์สินค้าเสียอีก

เพราะวางแผนการขายแบบ “แกรนด์เซลล์” ให้ “ถึงยอด-เกินยอด” เพียงปีละไม่กี่ครั้งไว้ล่วงหน้าแล้ว
ที่ว่ามาข้างต้นคงพอจะช่วยให้เข้าใจได้บ้างมิใช่หรือ? กับการ “ทำยอด” ด้วยวิธีลด แลก แจก แถม ช่วงปลายปีก่อนต่อเนื่องมาถึงต้นปีนี้ที่ผ่านมา…

หลังจากการเข่นฆ่าและทำร้าย “ลูกค้าร้านอื่น” อย่างโหดเหี้ยมมาแล้ว ก่อนหน้านั้น…



การทำ “ธุรกิจการเมือง” แบบรู้ซึ้งถึงก้นบึ้งของผู้บริโภค หรือการเข้าใจกระบวนการ “จิตวิทยาการตลาด” ในการ “เล่น” กับจิตใต้สำนึก หรือการกระตุ้นเร้าให้ผู้ซื้อ “หลงตัดสินใจ” นั้น แม้ว่าจะสามารถอธิบายด้วยถ้อยคำสวยหรู หรือสร้างวาทกรรมใหม่ ให้กลายเป็น “เทคนิควิธี” หรือ “กลยุทธ์-กลเม็ด-เคล็ดลับ” ใดๆ ก็ตาม แต่วิญญูชนย่อมตระหนักได้ว่า วิธีการ “ลวง-ล่อ” ดังกล่าว ล้วนแต่เป็น “กโลบาย” ทั้งสิ้น
และ “กโลบาย” นั้น จะมากจะน้อย ก็มีที่มาที่ไปอันเป็น “อกุศล” เสมอ…

เพราะวิเคราะห์ด้วยกรอบ “ปัญหา-สาเหตุ-เป้าหมาย-ทางออก” ของหลักอริยสัจ ภายใต้กฎของอิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปบาท- -แล้ว ก็จะพบว่า “ธุรกิจการเมืองแบบฉ้อฉล-ไร้มโนธรรมสำนึก” นั้น นอกจากจะทำให้ “ผู้บริโภคเสียหาย-ทำลายโครงสร้าง-ขัดขวางความดีงาม” ของผู้คนและสังคมตลอดจนธรรมชาติและพัฒนาการเป็นด้านหลักแล้ว พร้อมๆ กันนั้น ก็จะบั่นทอน “ศักยภาพด้านดีงาม” ของ “ผู้กำหนด” และ “ผู้ใช้” หรือ “ผู้เกี่ยวข้อง” กับ “กโลบายและนโยบายธุรกิจการเมืองแบบอกุศล” ไปด้วยเสมอ

จึงไม่น่าแปลกใจนักดอก ที่จะพบว่า ยิ่งนานไป วันเวลาแห่งความสำเร็จทางการเมือง(และโภคทรัพย์)ในเชิงปริมาณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และหมู่คณะสร้างขึ้น ในที่สุดก็กลายเป็นตัวเร่งและนำพาคุณทักษิณและพวกพ้องไปสู่ความ “ไม่เป็นมิตร” และ “ไม่น่ารัก” ของประชาชนยิ่งขึ้นทุกที



ในพุทธศาสนานั้น ผู้นำและผู้ตาม พึงก็เป็นเพื่อนที่ดี หรือที่เรียกว่าเป็น “กัลยาณมิตร” นั่นเอง เพื่ออนุเคราะห์ระหว่างกันและกันในการดับทุกข์ ทั้งระดับบุคคลและสังคม แม้พระผู้มีพระภาคเองก็เสนอพระองค์ไว้ในฐานะกัลยาณมิตรของสมาชิกอื่นๆ ในสมมติสังฆะและอริยสังฆะ ซึ่งหมายถึง พุทธบริษัท ทั้งปวงนั่นเอง

ทั้งยังตรัสไว้โดยตรงด้วยว่า กัลยาณมิตรนั้นเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ คือ เป็นทั้งหมดของการประพฤติธรรมอันประเสริฐ หรือทั้งหมดของวิถีชีวิตอันประเสริฐ เลยทีเดียว

พุทธศาสนานั้น ให้ความหมายและตีความคำว่า “เพื่อน” และ “เพื่อนที่ดี” ไว้น่าสนใจนัก ดังจะยกมาจากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)เพื่อแสดงไว้โดยสังเขป ต่อไปนี้

เพื่อน คือ ผู้ร่วมธุระร่วมกิจร่วมการหรือร่วมอยู่ในสภาพอย่างเดียวกัน, ผู้ชอบพอรักใคร่คบหากัน,
ในทางธรรม เนื้อแท้ของความเป็นเพื่อน อยู่ที่ความมีใจหวังดีปรารถนาดีต่อกัน กล่าวคือ เมตตา หรือไมตรี เพื่อนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ เรียกว่า มิตร
การคบเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่จะนำชีวิตไปสู่ความเสื่อมความพินาศ หรือสู่ความเจริญงอกงาม พึงหลีกเลี่ยงมิตรเทียมและเลือกคบหาคนที่เป็นมิตรแท้

บุคคลที่ช่วยชี้แนะแนวทาง ชักจูงตลอดจนแนะนำสั่งสอน ชักนำผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ให้ประสบผลดีและความสุข ให้เจริญก้าวหน้า ให้พัฒนาในธรรม แม้จะเป็นบุคคลเสมอกัน หรือเป็นมารดาบิดาครูอาจารย์ ตลอดทั้งพระสงฆ์ จนถึงพระพุทธเจ้า ก็นับว่าเป็นเพื่อน แต่เป็นเพื่อนใจดี หรือเพื่อนมีธรรม เรียกว่า กัลยาณมิตร แปลว่า มิตรดีงาม

กัลยาณมิตร มีคุณสมบัติที่เรียกว่า กัลยาณมิตรธรรม หรือธรรมของกัลยาณมิตร ๗ ประการ คือ
๑. ปิโย น่ารัก ด้วยมีเมตตา เป็นที่สบายจิตสนิทใจ ชวนให้อยากเข้าไปหา
๒. ครุ น่าเคารพ ด้วยความประพฤติหนักแน่น เป็นที่พึงอาศัยได้ ให้รู้สึกอบอุ่นใจ
๓. ภาวนีโย น่าเจริญใจ ด้วยความเป็นผู้ฝึกฝนปรับปรุงตน ควรเอาอย่าง ให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ
๔. วัตตา รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี
๕. วจนักขโม อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถาม ตลอดจนคำเสนอแนะวิพากย์วิจารณ์
๖. คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจและสอนให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึ กซึ้งยิ่งขึ้นไป
๗. โน จัฏฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือเรื่องเหลวไหลไม่สมควร

ปัญหาระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (และพวก) กับประชาชนไทย ทั้งที่เป็น “ลูกค้า” และ “มิใช่ลูกค้า” ของ “พรรคไทยรักไทย” คงอยู่ที่ว่า หากแนวโน้มและพัฒนาการของ “การเมืองการตลาด” ยังเป็นไปในทิศทางเช่นที่ผ่านมา “ความสำเร็จ” ตามมาตรวัดเชิงปริมาณของผู้ที่เกี่ยวข้อง จะนำพา “ความสัมพันธ์” ซึ่งมิอาจปฏิเสธระหว่างกันและกันได้ ระหว่างนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีภายใต้การสั่งการของนายกฯ รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล และพรรครัฐบาล ฝ่ายหนึ่ง กับประชาชนคนไทย ในฐานะผู้ถูกกระทำ(ไม่ว่าจะเลือกพรรคไทยรักไทยหรือไม่)อีกฝ่ายหนึ่ง ไปในทิศทางใด

เพราะเมื่อพิจาณาตามกรอบแห่งความเป็น “เพื่อน” และความเป็น “กัลยาณมิตร” ในทางพุทธศาสนา ที่ยกมาข้างต้น ใช่หรือไม่ว่า ปัจจุบัน เราทั้งหลายแทบมิได้มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นเพื่อน ในความหมายที่ยกมาเอาเสียเลย

และหากพุทธพจน์ที่ว่า “กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของวิถีชีวิตอันประเสริฐ”…คือความจริงแท้
ใช่หรือไม่ว่า การที่เรามีผู้นำซึ่งมิอาจเป็นกัลยาณมิตร ก็น่าจะเป็นเหตุแห่งความเสื่อมโดยประการทั้งปวงเช่นเดียวกัน !!!

และหากเป็นจริงเช่นนั้น เขตเศรษฐกิจพิเศษ และนโยบายแบ่งเขตแยกสี หรืออาการปากร้ายระรานของท่านผู้นำ ก็ย่อมมิใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องใหญ่อีกต่อไปแล้ว

จะวิบัติอย่างถึงที่สุดด้วยเรื่องใด และเมื่อไรแน่ต่างหาก ที่ภาคประชาชนจำต้องใคร่ครวญหรือครุ่นคำนึง…

คุณสมัคร กับ คุณทักษิณ

คุณสมัคร กับ คุณทักษิณ

บทความโดย พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ
กลุ่มเสขิยธรรม / www.skyd.org

ส ังเกตไหม? ว่า..นับวันคุณทักษิณก็ยิ่งคล้ายคุณสมัครเข้าไปทุกที โดยเฉพาะคำพูดคำจา ท่วงท่า-ท่วงทำนอง ที่ส่อสะท้อน “บางอย่าง” ด้านใน ออกมาสู่สาธารณะ

คุณสมัครนั้นเล่นการเมืองมาก่อนคุณทักษิณ ผ่านร้อนผ่านหนาวทางการบ้านการเมืองมามากต่อมาก เป็นนักเขียน-เป็นคอลัมนิสต์ เป็นนักจัดรายการทีวี-วิทยุ ปากกาคม-ฝีปากกล้า เคยเป็นสมาชิกสภาแต่งตั้งและเลือกตั้งมาแล้วแทบนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งในฐานะลูกพรรคอื่น และหัวหน้าพรรคที่ตนก่อตั้งเอง จนได้ดิบได้ดี มีโอกาสแสดงความสามารถทั้งทางนิติบัญญัติและทางฝ่ายบริหารหลากหลายตำแหน่ง เมื่อเปลี่ยนแนวมาสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็ประสบความสำเร็จจากความนิยมและคะแนนเสียงอย่างล้นหลาม ถึงมากกว่าหนึ่งล้านคะแนน ซึ่งเป็นบทสรุปได้ระดับหนึ่ง ว่า..คุณสมัคร สุนทรเวช นั้นไม่ธรรมดา !

ด้านคุณทักษิณเองก็เช่นกัน เป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างชนิดเรียกได้ว่า ยากที่ใครจะทำตาม หรือเลียนแบบฝีไม้ลายมือได้ แม้จะไม่รุ่งโรจน์ในหน้าที่ราชการ แต่สามารถเบนเข็มมาทำธุรกิจจนอยู่ในอันดับต้นๆ ของคนมีฐานะ “ร่ำรวย” ของเมืองไทย ด้วยเวลาเพียงสองทศวรรษเศษ ด้วยกิจการที่ตนริเริ่ม และเป็น “ต้นคิด” หรือ “ต้นแบบ” หลายต่อหลายอย่าง เมื่อหันเหมารับใช้ชาติทางการเมือง พอผ่านการชิมลางในพรรคที่คนอื่นก่อตั้งมาได้ระยะหนึ่ง ก็เล็งเห็นช่องว่างช่องโหว่ แล้วปรับกระบวนท่ามาตั้งพรรคเองได้อย่างสวยงาม จนสร้างปรากฏการณ์ทางการเมือง และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แวดวงการเมืองไทยได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งล่าสุด สามารถนำพานักการเมืองในสังกัดผ่านการเลือกตั้งมาได้อย่างล้นหลาม คาดกันว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรก ของประวัติศาสตร์การเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย “แบบไทยๆ”

ที่กล่าว มาข้างต้นนี้ถือว่าย่นย่อเต็มที กับความสามารถและความสำเร็จของทั้งสองท่าน ที่ก่อร่างสร้างตัวมาด้วยลำแข้งของตนเอง จนมีที่อยู่ที่ยืนได้อย่างองอาจ ภายใต้วิถีของสังคมและวัฒนธรรม “แบบไทยๆ” กล่าวคือ เป็นความสำเร็จของ “บุคคลสาธารณะ” เท่าที่เจ้าตัวแสดงออก หรือสังคมสามารถ รับรู้-รับเห็น ได้ ด้วยวิธีการเสพรับข้อมูลปกติ- -ทั่วๆ ไป(เพราะดูจะไม่มีกระบวนการตรวจสอบและยืนยันอื่นๆ ที่ดีไปกว่านั้น)
และด ้วยเหตุที่ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนและรวดเร็ว “ด้วยลำแข้งของตนเอง” นี่ละกระมัง จึงทำให้ทั้งคู่มีลักษณะอาการเชื่อมั่นในตนเองและไม่ฟังใครง่ายๆ ใกล้เคียง หรือคล้ายคลึงกัน โดยมิได้นัดหมาย
คุณสมัครนั้นเป็นที่รู้จักมาก่อน ว่าวิพากษ์วิจารณ์ใครต่อใคร โดยเฉพาะสื่อมวลชน ด้วยฝีมือฝีปากที่สมบูรณ์พร้อมทั้ง “รูปมวย” และ “ลำหักลำโค่น” ขณะเดียวกัน คุณสมัครก็เชี่ยวชาญในการ “เล่นกับสื่อ” หรือ “ใช้สื่อ” อย่างที่นักการเมืองรุ่นเดียวกัน(หรือกระทั่งรุ่นหลังก็ตามที)ยากจะเทียบได้ ว่ากันว่า ครั้งกระโน้น เมื่อนักข่าวโทรทัศน์จะสัมภาษณ์ คุณสมัครสามารถกำหนดมุมกล้องและรายละเอียดต่างๆ ให้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนเลยทีเดียว เช่นเดียวกับงานเขียน ที่คุณสมัครมีแฟนประจำ(ไม่ใช่ขาประจำอย่างยุคนี้)เป็นจำนวนมาก และยุคหนึ่งที่คุณสมัครลงทุนทำหนังสือพิมพ์เอง(ถ้าจำไม่ผิด) ก็ได้รับการขานรับจากคนอ่านเป็นอย่างดี แถมยังสามารถใช้หนังสือพิมพ์วิจารณ์หนังสือพิมพ์ด้วยกันเอง(แมลงวันตอมแมลงว ัน)อย่างแสบสันต์แสบไส้ได้อีกต่างหาก

ด้านคุณทักษิณก็เป็นที่ประจักษ ์ชัด ว่าสามารถใช้ “สื่อ” เพื่องานทางการเมืองและการค้าของตนกับครอบครัว-เพื่อนมิตร ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทุกครั้งที่มีแคมเปญการเมืองและการค้าออกมาสู่สาธารณะ ก็เป็นที่ฮือฮาและได้รับการตอบสนองอย่างเป็นกอบเป็นกำ จริงอยู่ แม้ว่าระยะหลังหลายๆ เรื่องจะเป็นแนวคิดหรือผลงานของคนอื่นๆ ที่อยู่ในระดับมืออาชีพ แต่เชื่อได้ว่าต้องผ่านการรับรู้หรืออนุมัติมาจากคุณทักษิณ หรือคนที่คุณทักษิณมีส่วนเลือกมาใช้งานนั่นเอง และแม้ว่าผลงานด้านการเขียนจะไม่เป็นที่แพร่หลาย แต่ใครที่ได้ฟังคุณทักษิณปราศรัย หรือพูดกับสาธารณะ ก็จะเห็นและได้ยินได้ฟังถึงความจริงจังเด็ดขาด อันส่อสะท้อนว่าคิดชัด คิดเร็ว และคิดเป็น ยิ่งรายการวิทยุ “นายกพบประชาชน” ของคุณทักษิณด้วยแล้ว เดิมทีใครต่อใครก็หาว่าบังคับกรอกหูผู้ฟัง แต่พอเอาเข้าจริงก็ถือได้ว่าเป็นรายการที่เรตติ้งสูงสุดรายการหนึ่ง มีผู้คนติดตามกันอย่างต่อเนื่องมาเนิ่นนาน ส่วนที่ “ยิ่งไปกว่า” คุณสมัครที่ทำหนังสือพิมพ์เอง ก็คือ ที่ผ่านมากิจการในเครือของครอบครัวคุณทักษิณ ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของสถานีโทรทัศน์ และเป็นผู้ให้สปอนเซอร์กับสื่อหลากหลายชนิดในอัตราส่วนค่อนข้างสูงต่อเนื่อง กันมาหลายปี ถึงกับมีการกล่าวว่า หากสื่อใดไม่ได้รับการสนับสนุนจากกิจการในเครือของครอบครัวคุณทักษิณ ญาติมิตร และผู้คนแวดล้อมหลากหลายวงการแล้ว ก็ยากที่จะอยู่รอดได้ ในวงการสื่อมวลชนปัจจุบัน

นอกเหนือจากการ “พูดจา” และ “ท่าที” ของคุณสมัครและคุณทักษิณแล้ว สิ่งที่ออกจะคล้ายกันมากอย่างเด่นชัดด้วยก็คือ ทั้งสองท่านเป็นผู้มีจินตนาการอย่างกว้างขวางและกว้างไกล แม้ว่าบางเรื่องเมื่อทำเข้าจริงก็ไม่สำเร็จ หรือกระทั่งสร้างความเสียหายให้กับตนเอง หน้าที่การงาน หรือสิ่งที่ท่านเกี่ยวข้อง แต่ใครก็คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าคุณสมัครและคุณทักษิณนั้น เป็นผู้มีความคิดริเริ่ม และกล้าได้กล้าเสียในการนำเสนอความคิดเห็นหรือภาพฝันของตนเสมอ

และที ่ถือเป็นเหมือนกันอย่างเป็นพิเศษ ที่บางฝ่ายอาจไม่ชื่นชมแต่ “มิตรรักแฟนเพลง” ของคุณสมัครคุณทักษิณได้ “เฮ” และ “สูดปาก” อย่างถึงอกถึงใจอยู่เสมอ ก็คือการวางตนเป็นคนรักชาติอย่างแรงกล้า ชนิดที่อาจถือได้ว่าเป็นพวกขวาจัด-ชาตินิยม และพร้อมที่จะตอบโต้ด่าทอกับใครก็ได้ ที่ตนรู้สึกว่า “ไม่รักชาติ” แม้ว่า “ความรักชาติที่เห็นไม่สอดคล้องกัน” นั้น จะเป็นเพียงความแตกต่างทางด้านเนื้อหาและวาทกรรมก็ตาม เพราะดูเหมือนกับว่า เอาเข้าจริง คุณสมัครและคุณทักษิณจะแทบไม่ไว้วางใจในความรักชาติของคนอื่นเอาเลย นี่อาจฟังดูคล้ายข้อเสีย แต่กลับเป็นความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดที่น่ายกย่องในสายตาของ “แฟนคลับ” มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เมื่อผสมผสานเข้ากับท่าทีที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงชนิด “ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน” ตอบโต้กับฝ่ายอื่นๆ ที่คุณสมัครและคุณทักษิณถือเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ทั้งด้วยวาจา-ท่าที ด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ และด้วยกำลังอาวุธแล้ว ไม่น่าแปลกใจนัก ที่ปัจจุบัน คุณสมัครกับคุณทักษิณจะประสบความสำเร็จร่วมกันราวกับฟ้าดินบันดาล กล่าวคือ คุณทักษิณได้รับการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และคุณสมัครหลังหมดสมัยผู้ว่าการฯ กลับกลายเป็นนักจัดรายการยอดนิยม ทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์อีกครั้งหนึ่ง จนหลายฝ่ายคาดกันว่า คุณสมัครจะกลับมา “เกิด” ทางการเมืองอีกแน่ๆ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ที่ว่ามาตั้งแต่ต้น ก็เพื่อจะชี้ชวนให้สาธุชนทั้งหลายได้มีมุมมองบางด้านเพิ่มเติมขึ้น และเพื่อตอบคำถามว่าเอาเข้าจริง “เรา” กำลังอยู่ในยุคไหน และกำลังเผชิญหน้ากับคนเช่นไร เพื่อว่าผู้มี ญาณทัศนะ-หูตากว้างไกล จะสามารถจินตนาการ หรือมองเห็นไปในอนาคต ว่าจะออกจาก “กับดัก” ของ “ผู้นำ” และ “การนำ” ที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างไร..

มีพุทธพจน์อันมีมาในพระไต รปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๑๖ บรรทัดที่ ๔๐๘๗ - ๔๑๓๘. หน้าที่ ๑๗๐ - ๑๗๒. ว่าด้วยจังกมสูตร(ตอนท้าย) ความว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันโดยธาตุเ ทียว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี

แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายก็ได้ คบค้ากันแล้ว ได้สมาคมกันแล้ว โดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว ได้คบค้ากันแล้ว ได้สมาคมกันแล้ว กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ได้คบค้ากันแล้ว ได้สมาคมกันแล้ว กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี

แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายก็จักคบค้ากัน จักสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว จักคบค้ากัน จักสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี จักคบค้ากัน จักสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี

แม้ในปัจจุบันกาล สัตว์ทั้งหลายก็ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ฯ
(เน้นคำและจัดวรรคตอนโดยผู้เขียนบทความนี้)

ก ารที่คุณสมัครกับคุณทักษิณมีวาจา, ท่าที และ “ตัวตน” บางด้าน(หรือหลายด้าน)คล้ายคลึงหรือสอดคล้องต้องกัน คงไม่ใช่เรื่องตัดสินความดีความเลว หรือแสดงว่าเป็น สิ่งที่ใช้ได้-ใช้ไม่ได้ ตลอดจนจะเป็นที่มาของความสำเร็จหรือล้มเหลวใดๆ ของคนที่เห็นด้วย หรือประสงค์จะเอาอย่าง ทั้งยังไม่ใช่สิ่งที่จะยืนยันว่าคุณสมัครกับคุณทักษิณจะต้องเป็นพวกพ้อง ทำนองว่าทั้งคู่เป็น “สมัคร-พรรคพวก” อย่างที่พูดๆ กันมา
เรียกว่าเป็นแค่เรื่องของจริตนิสัยที่บังเอิญสอดคล้องต้องกัน แล้วดันมาร่วมสมัยกันเข้าเท่านั้น !!
ต ่อเมื่อเราทั้งหลาย “เออออห่อหมก” ไปกับฝาแฝด(โดยสมมติ)ต่างรุ่นต่างวัยคู่นี้ต่างหาก ที่จะตัดสินได้โดยง่าย..ว่า เรามี “ธาตุ” เช่นไรแน่ เพราะนั่นคือสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้กว่าสองพันห้าร้อยปีเข้านี่แล้ว…

ว่าก็ว่าเถอะ..มันเป็นเรื่องความนิยมร่วมสมัย หรือว่าประชาชนคนไทยไร้เพื่อนที่ดี ไม่มีทางออก และ..ไม่มีที่ไปหมดแล้วกันแน่??